6 เมษายน 2562 เผยโฉมรูปสลักยักษ์ของฟาโรห์ผู้โด่งดังในประวัติศาสตร์

ที่มา: https://www.posttoday.com/world/585676

นักโบราณคดีทำการประกอบชิ้นส่วน 70 ชิ้นเพื่อบูรณะรูปสลักขนาดมหึมาของฟาโรห์รามเสสที่ 2 (Ramses II) ที่เมืองอัคนิม ในภูมิภาคโซฮัก ของประเทศอียิปต์ โดยมีสื่อมวลชนและนักการทูตจากนานาประเทศร่วมเป็นสักขีพยาน รูปสลักนี้ถูกค้นพบเมื่อปี 1981 แต่อยู่ในสภาพเศษหินปูนแตกกระจัดกระจายหลายชิ้น และถูกทิ้งไว้นานเกือบ 40 ปี ทว่าเมื่อเดือนมกราคมปีนี้รัฐบาลตัดสินใจที่จะบูรณะขึ้นมา เพื่อให้เป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาของเมือง โดยความสูงดั้งเดิมของรูปสลักนี้อยู่ที่ 15 เมตรและหนักประมาณ 45 ตัน เมื่อประกอบรูปสลักนี้แล้ว นักโบราณคดีได้ทำการเคลื่อนย้ายไปตั้งอยู่ที่เดิม คือตั้งอยู่ถัดจากรูปสลักของพระราชินีเมริตอามอน ซึ่งเป็นประติมากรรมขนาดยักษ์อีกชิ้นหนึ่ง ได้รับฉายาว่า ราชินีสีขาว (White Queen) และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองอัคนิม สำหรับฟาโรห์รามเสสที่ 2 หรือ แรเมซีสที่ 2 เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้สนใจประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ เป็นฟาโรห์รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์ที่ 19 ของจักรวรรดิอียิปต์ ครองราชย์ระหว่าง 1279 – 1213 ปีก่อนคริสตกาล ทรงกรำศึกขยายดินแดนไปทั่วทุกสารทิศ โดยเฉพาะการรบกับชาวฮิตไทต์ ในดินแดนซีเรียและตุรกีปัจจุบันนี้ รวมถึงการรุกลงใต้ไปยังดินแดนนูเบีย หรือประเทศซูดานในปัจจุบัน และรุกไปทางตะวันตกในดินแดนประเทศลิเบีย จนได้รับพระสมัญญานามว่า รามเสสมหาราช นอกจากนี้ ยังทรงเป็นนักก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ในยุคของพระองค์มีการสร้างสถาปัตยกรรมและประติมากรรมขนาดมหึมามากมายที่มีชื่อเสียงโด่งดังเช่น ราเมสเซียม (Ramesseum) มหาวิหารประจำพระองค์ที่เมืองลักซอร์ และมหาวิหารอะบูซิมเบล (Abu Simbel) ที่สลักจากหน้าผาสูง และมีการตัดแบ่งเป็นชิ้นๆ ย้ายขึ้นมาเหนือน้ำ ระหว่างการก่อสร้างเขื่อนอัสวาน เป็นปฏิบบัติการกอบกู้โบราณสถานที่โด่งดังที่สุดครั้งหนึ่งของโลก ส่วนเมริตอามอน หรือเมริตอาเมน เป็นพระราชธิดาของของฟาโรห์รามเสสที่ 2 และพระนางเนเฟอตารี พระมเหสีองค์โปรด โดยหลักฐานที่สลักไว้ที่มหาวิหารอะบูซิมเบลระบุว่าทรงเป็นพระธิดาองค์ที่ 4 แต่ต่อมาเมื่อพระนางเนเฟอตารีสิ้นพระชนม์ลงแล้ว เจ้าหญิงเมริตอามอนทรงเปลี่ยนสถานะจากพระราชธิดา มาเป็นพระมเหสีของพระราชบิดาเสียเอง โดยมีสถานะเป็นมเหสีเอก คู่กับบินตานาธ พระขนิษฐา (น้องสาว) ต่างพระมารดา